บทที่ 18 เก่า Vs ใหม่

ตอนที่ 5 เก่า Vs ใหม่

             ราวสองอาทิตย์ผ่านมา ดวงหน้านวลยังเศร้าขังคลอด้วยน้ำตา แม้รับรู้ว่าการร้องรำพันไม่เป็นผลดีต่อตนเองและลูกน้อยในท้อง แต่ยากจะหักห้ามได้จริงๆ ยิ้มไม่ออก จะให้หัวเราะราวคนสุขได้อย่างไร เมื่อมารดาทำตัวห่างเหิน ส่วนสามีไร้ใจก็หายไปไม่มีวี่แววจะมาให้หายคิดถึง

             แม้อายุครรภ์จะล่วงเลยมาเพียงแค่เดือนที่สาม แต่ร่างผอมเพรียวกลับท้วมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทว่าหน้าท้องกลับไม่นูนเด่น ในขณะที่เท้ามีอาการบวม อาจเป็นเพราะน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น

             สีหน้าเศร้าสลดเมื่อนึกถึงคำติเตียนจากคุณหมอประจำตัว อาการของหล่อนขึ้นๆ ลงๆ อาจเพราะสภาพจิตใจซึ่งไม่ค่อยสู้ดี เป็นผลพลอยให้ร่างกายอ่อนแอตามไปด้วย พยายามแล้วที่จะยิ้ม ไม่รู้สึกเศร้า แต่สุดท้ายน้ำตาเม็ดโตก็รินไหลผ่านแก้ม

             ชุดเดรสใหญ่กว่าตัวถูกหยิบมาสวมใส่เพื่อความสบายของลูกน้อย มือขวาข้างถนัดมักลูบสัมผัสบนหน้าท้องอยู่เสมอ

             ติ๊ด ติ๊ด!

             เสียงแผดร้องของเจ้าโทรศัพท์เครื่องน้อยเรียกให้มือสวยยกขึ้นปาดน้ำตา แล้วหันไปสนใจต่อสายซึ่งโทรเข้ามา คิ้วโก่งจึงเลิกขึ้นสูงข้างหนึ่ง

             “ค่ะ...คุณแม่” เธอระงับเสียงสะอื้นและกลั้นใจพูดด้วยน้ำเสียงปกติ ก่อนพยักหน้าเนิบๆ และขานรับคำสั่งจากคุณหญิงวิมาน

“ได้ค่ะคุณแม่ เดี๋ยวหนูจะรีบออกไปพบคุณแม่นะคะ”

             หลังปลายสายวางไป เสียงระบายลมหายใจเฮือกก็ดังขึ้น ไม่รู้หรอกว่า มารดาของชายหนุ่มเรียกไปพบในเรื่องใด แต่ฟังดูจากน้ำเสียงคงไม่ดีกับตนเอง เมื่อก่อนคุณหญิงวิมานก็ทั้งรักทั้งเอาใจลูกสะใภ้อย่างหล่อน เนื่องด้วยวาดหวังเอาไว้สุดหัวใจว่า นาฏนิชาต้องทำให้ธีมะหลุดพ้นจากอดีต พอไม่เป็นดั่งที่หวังจึงแปรเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ

             รถมินิคูเปอร์เล็กสีขาวถูกขับเคลื่อนออกจากลานจอดรถ สู่ท้องถนนสีเทา ในยามนี้เจียนจะเข้าใกล้เที่ยงวัน รถราถึงคลาคล่ำอยู่เต็มท้องถนน กว่าจะไปถึงยังสถานที่นัดหมาย ก็ใช้เวลาไปเกือบสามสิบนาที ซึ่งเลยเวลานัดของคุณหญิงวิมานไปสิบนาที นาฏนิชาจึงต้องรีบสืบเท้าเข้าไป

             ร่างนวลระหงชะงักตัวอย่างแรง เพียงก้าวแรกก็พบกับใครบางคนซึ่งใจต้องการ นัยน์ตาคู่หม่นหมองชัด แต่ทว่าอีกฝ่ายกลับมีเพียงแววตาชืดชา ไร้ความรู้สึกตอบกลับมา แถมตบท้ายด้วยการเมินหน้าหนี

             สิ่งที่ตอบกลับมาไร้ใจ นาฏนิชาจึงดึงสายตากลับอย่างฉับไว แล้วติเตียนตนเองซึ่งโง่เขลา เจ็บแล้วไม่จำ ที่แอบหวังว่าจะได้รับสายตาโหยหาเมียงมองกลับมา ก่อนเหลือบสายตาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างกายธีมะ

             “อ้าว มาแล้วก็รีบๆ มานั่งลงสินิชา หล่อนสายไปตั้งสิบนาทีแล้ว จะมามัวโอ้เอ้อยู่ทำไม หรือต้องให้ฉันลุกขึ้นไปเชิญให้นั่งยะ”

             ไม่ว่าจะเป็นสีหน้าหรือน้ำเสียงบอกแก่หญิงสาวได้ดีว่า ตนเองสมควรย้ายตัวเข้าไปนั่งลง ก่อนก้มหน้างุด ไม่จับจ้องใครทั้งนั้น เอาแต่กัดเม้มเรียวปากด้วยความเจ็บ อยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมมือแต่กลับรู้สึกเหมือนไกลแสนไกล ราวอยู่ห่างกันเป็นพันๆ ไมล์

             ทันทีที่ต้องเผชิญหน้ากับภรรยาซึ่งตนเองไม่ได้รัก อาการคลื่นเหียนอาเจียนก็เข้ามาจู่โจมแบบทันทีทันใด สังเกตได้ว่า อยู่ใกล้สาวเจ้าเมื่อใด อาการเช่นนี้มักปรากฏ พลันฝืนส่งยิ้มให้มารดาและสาวข้างกาย

             “ในเมื่อมาครบกันแล้ว แม่ก็จะขอพูดสิ่งที่ต้องการนะ” น้ำเสียงไม่ได้ห้วนกระด้างเหมือนเมื่อสักพักที่ผ่านมา พลางหันไปมองว่าที่อดีตลูกสะใภ้

“นิชา ฉันจะแนะนำให้เธอได้รู้จัก นี่หนูคีรีนุช ว่าที่ภรรยาคนใหม่ของธีมะ ที่ฉันบอกกับเธอเมื่อวันนั้นไง”

             คำพูดนิ่มๆ เรียกอาการชะงักสุดตัวแก่คู่สามีภรรยา คนหนึ่งเจ็บปวดแปลบปลาบลามเลียไปทั่วทุกเนื้อที่ของหัวใจ ส่วนอีกคนตกใจสุดขีด ไม่คิดไม่ฝันกับสิ่งที่เพิ่งจะได้ยิน จนต้องเงยหน้ามองมารดาอย่างต้องการคำยืนยันอีกหน ซึ่งคุณหญิงวิมานก็ยืนยันเสียงหนัก

             ความเงียบเริ่มเข้าปกคลุม ธีมะยังตกอยู่ในภวังค์ ส่วนนาฏนิชานั้นต้องจำใจเงยหน้าขึ้นแล้วส่งยิ้มให้แก่คีรีนุช ผู้หญิงคนใหม่ของสามี ฟันเรียงสวยกัดเม้มแน่นกว่าเดิมราวต้องเก็บกักความชอกช้ำ แถมต้องกลั้นน้ำตาไม่ให้รื้นขึ้น ซึ่งทำได้ยากเสียเหลือเกิน

             “ยินดีที่ได้รู้จักนะคะคุณนิชา” เสียงใสดังแว่ว เรียกให้ธีมะหลุดออกจากภวังค์ แต่เขายังนิ่งเงียบราวไม่ยินดีหรือยินร้ายกับข่าวซึ่งทำให้ตนเองสะท้านไปทั้งใจ

             “ค่ะคุณคีรีนุช”

             “แหม ไม่ต้องเรียกเสียเต็มยศแบบนั้นก็ได้ค่ะ เรียกว่านุชเหมือนที่คุณธีเรียกก็ได้ค่ะ” สาวสวยรูปร่างเพรียว สูงราวกับนางแบบขยับยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว

             “ที่ฉันเรียกเธอมาในวันนี้นะนิชา ฉันอยากจะให้เธอน่ะ ช่วยบอกเกี่ยวกับสิ่งที่ตาธีชอบให้หนูนุชฟังหน่อย ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ชอบ ยี่ห้อเสื้อที่ใส่ หรือจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่หนูนุชต้องรู้ในการใช้ชีวิตคู่” หล่อนตวัดนัยน์ตาออกจะแข็งกระด้างมองว่าที่อดีตลูกสะใภ้ ก่อนปรายตามองลูกชายที่มีอาการผิดปกติ

“เป็นอะไรหรือเปล่าตาธี”

             “เปล่าครับ” เขาตอบเสียงแผ่วราวกระซิบ เนื่องด้วยรู้สึกพะอืดพะอมอย่างสุดจะทน สีหน้าเริ่มซีดขาว แต่ยังคงฝืน ก่อนชั่วอึดใจอาการดังกล่าวจะหนักขึ้นเพราะนัยน์ตาคู่หม่นที่เศร้าจับจิต ปวดร้าวสุดหัวใจมองมายังตนเองอย่างตัดพ้อ

             “ตาธี ตาธีเป็นอะไรไปลูก” ลูกชายตอบให้หายห่วงได้เพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น ธีมะทำท่าพะอืดพะอมให้เห็นแล้วลุกพรวดพราด หรือจะเรียกกระโจนตัวออกจากห้องก็ไม่ผิด แล้วหายลับไปอย่างเร็วไว คนเป็นมารดาเช่นหล่อนก็รีบเดินตามไป แต่ไม่ลืมหันมาสั่ง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป